รักหมดใจ กับยัยตัวจุ้น ตอนที่1 : เจอกันครั้งแรกวันรับน้อง - เพจหวงแฟน
ความรัก » รักหมดใจ กับยัยตัวจุ้น ตอนที่1 : เจอกันครั้งแรกวันรับน้อง – เพจหวงแฟน

รักหมดใจ กับยัยตัวจุ้น ตอนที่1 : เจอกันครั้งแรกวันรับน้อง – เพจหวงแฟน

26 พฤศจิกายน 2017
284   0

สวัสดีค่ะเพื่อนๆ หลังจากที่เราแอบอ่านเรื่องราวความรักของใครหลายๆคนในพันทิปมานาน
เราก็ตัดสินใจสมัครสมาชิก เพื่อที่จะบอกเล่าสิ่งที่เราเจอมา ว่าเราได้อะไรมากมายหลายอย่างเลยค่ะ
เพื่อนๆเคย แอบรัก ใครซักคนมั๊ยคะ แบบว่า มันจะมีอาการหัวใจเต้นเร็วเกิน 120 กม./ชม.
หน้าแดง ใจสั่น เหมือนจะเป็นลมแค่ได้เห็นหน้า เว่อร์ไปๆ 555 ไม่ใช่ทุกคนที่จะอาการหนักขนาดนั้นหรอกค่ะ
อาจแค่ การที่ได้แอบมองใครซักคนจากมุมเล็กๆ ก็มีความสุขไปได้ทั้งวันแล้วล่ะ
เราก็เป็นคนนึง ที่เคยมีอาการแบบนั้นเหมือนกันค่ะ

เรื่องที่จะเล่า อาจฟังดูเหมือนเรื่องแต่ง แต่เคยได้ยินมั๊ยคะ ว่า ชีวิตจริงยิ่งกว่านิยาย
เรื่องราวทั้งหมดเป็นเรื่องจริง ที่มีการปรับเปลี่ยนวัน เวลา สถานที่ และชื่อ เพื่อไม่ให้ใครรู้ค่ะว่าเราเป็นใคร 555
แต่เรื่องที่จะเล่า เป็นเพราะอยากบอกกับเพื่อนๆว่า
ความรักเป็นเรื่องที่สวยงามสำหรับเราเสมอ ไม่ว่าตอนจบจะเป็นอย่างไรก็ตาม
เพราะสิ่งสำคัญคือเรื่องราวที่ได้พบเจอระหว่างทางต่างหากค่ะ
เรื่องนี้เกิดขึ้นสมัยเราอยู่ปี 1 เป็นเฟรชชี่หน้าใส ไปรับน้องมหาลัยครั้งแรก
แล้วจะเป็นพรมลิขิตหรือโชคชะตาอะไรก็ตามค่ะ
คือเราอยู่กันคนละคณะ แต่ได้มาอยู่กลุ่มย่อยเดียวกับเค้า เลยได้รู้จักกัน
เราประทับใจเค้าตั้งแต่แค่คุยกันไม่กี่คำ จากนั้นเราก็เริ่มปฏิบัติการสืบเรื่องเค้า

ถึงตอนนี้ นึกแล้วก็ยังขำค่ะ ว่าเราทำไปได้ยังไง
คือเราเป็นผู้หญิงยุคเก่ามั้งคะ ไม่ว่ายังไงจะไม่ให้ผู้ชายรู้ว่าสนใจก่อน
เพราะฉะนั้นทุกสิ่งที่ทำเป็นความลับสุดยอดค่ะ
เราสืบก่อนเลยว่าเค้าเป็นชายแท้รึเปล่า 555 รู้มาว่าเค้ายังไม่มีแฟน
สืบจนรู้ไปถึงเบอร์เค้า ที่อยู่ เบอร์บ้าน ชื่อและเบอร์พ่อแม่ นิสัยบางอย่าง ของที่ชอบ/ไม่ชอบ
นึกๆแล้วยังแอบกลัวตัวเองอยู่เลย 555
ข้อมูลพวกนี้เราหาได้ตั้งแต่ยังไม่ได้คุยกันครั้งที่สองด้วยซ้ำ อาการหนักเหมือนกันนะเนี่ย

ตามสไตล์นิยายแจ่มใสค่ะ เราเป็นผู้หญิงธรรมดา
ไม่ใช่แบบที่ผู้ชายมองมาครั้งแรกแล้วอยากทำความรู้จัก
ส่วนเค้า มาแบบครบสูตรเจ้าชายน้ำแข็ง แม้ภายนอกจะดูเหมือนเฟรนด์ลี่
แต่ถ้าใครเข้าใกล้มากเกินไป ก็จะสร้างเกราะน้ำแข็งกันคนๆนั้นออกไปค่ะ
เค้าเป็นคนที่แทบจะเพอร์เฟคทุกด้าน ขาวๆ เรียนดี เล่นกีตาร์ เล่นกีฬาด้วย
และที่สำคัญมีผู้หญิงมากมายที่อยากทำความรู้จักเค้า ทำให้เราเข้าถึงตัวยากจริงๆ

เพราะความที่เราห่างกัน ทำให้คิดว่าคงทำได้แค่แอบมองอย่างนี้มั้ง
แต่แล้วก็เป็นเพราะเจ้าโชคชะตานี่แหละค่ะ ที่ทำให้เกิดเรื่องขึ้นมา
เราได้เรียนคลาสนึงกรุ๊ปเดียวกับเค้า แล้วก็ลงวิชาเลือกเดียวกันทั้งปีอีกต่างหากค่ะ
ฟ้าคะ ถ้าจะอยากให้รู้จักกันขนาดนี้ เราก็ไม่ปล่อยให้โอกาสหลุดลอยไปแน่นอน555

ช่วงแรกที่เปิดเรียน เราแอบสังเกตเค้าเฉยๆค่ะ ไม่ทำอะไรให้เป็นที่สงสัย
ความจริงกลัวด้วย คิดอยู่นานมาก ว่าถ้าได้คุยจะเริ่มยังไง ชวนคุยอะไร เค้าจะจำเราได้มั๊ย
ผ่านไปเกือบเดือน กว่าฟ้าจะเข้าข้างเรา เป็นวันที่เค้าไม่มีคนมารายล้อม
เราตัดสินใจวินาทีนั้นเลย ลากเพื่อนไปนั่งข้างๆเค้าค่ะ
ท่าทางเค้าจะจำเราไม่ได้ ไม่เป็นไร เราเลยได้ทำความรู้จักกับเค้าใหม่
อะไรที่เตรียมไว้ว่าจะพูด ลืมหมด คิดใหม่หมด กลัวว่าถ้าผ่านโอกาสนี้ไปจะไม่ได้คุยกับเค้าอีก
พยายามทำตัวปกติ แบบอยากรู้จักเพื่อนใหม่อะไรอย่างนี้
คุยกันไม่เยอะหรอก มัวแต่คิดมาก แต่เจอกันอีกรอบ เค้าก็จำเราได้แล้วนะ ถือว่าการเข้าหาเค้าสำเร็จระดับนึงค่ะ

ถ้าวันไหนมีโอกาส นั่งข้างๆเค้า เราก็พยายามหาเรื่องชวนเค้าคุย พยายามทำให้เค้ายิ้ม
ถ้าวันไหนทำให้เค้าหัวเราะได้นี่เราฟินไปทั้งวันเลยค่ะ
เราไม่ได้ไปนั่งข้างเค้าบ่อยหรอกนะ เว้นช่วงไปเป็นระยะ
เผื่อเค้าจะคิดว่าเราหายไปไหน 555 ได้ไม่เป็นที่น่าสงสัยด้วย

เราคิดว่า เรื่องของเรา ถ้าให้นิยามเป็นคำๆเดียว คงเป็นคำว่า ความบังเอิญ
เรายอมรับว่าบางครั้ง เราก็สร้างสถานการณ์ขึ้นมาให้ได้เจอกัน
แต่ถ้าไม่มีโชคชะตาช่วยแล้วล่ะก็ เราคงไม่ได้รู้จักเค้าขนาดนี้หรอกค่ะ

เราก็เข้าหาเค้ามั่ง หายตัวไปมั่ง เป็นแบบนี้เกือบ 2 เดือน ที่เราไม่ได้เล่าให้ใครฟังเลย เป็นบ้าอยู่คนเดียว
ก่อนที่วันนึง จะทำให้เกิดจุดเปลี่ยนในชีวิตเรา
มันเป็นเรื่องที่เหมือนหลุดออกมาจากนิยาย แต่มันก็เกิดขึ้นจริงกับเรา
เรากำลังนอนเล่น ปั่นงานอยู่ที่หอตอนกลางคืน
ก่อนที่จะมีคนถล่มประตูห้องเราเข้ามา เธอเป็นเพื่อนสนิทเราคนนึงที่รู้จักกันมานาน
ที่สำคัญ เธออยู่คณะเดียวกับเค้าด้วย แต่งตัว แต่งหน้ามาแบบจัดเต็ม

“แกๆๆ รู้จักโรงแรม..ป้ะ ไปเป็นเพื่อนหน่อยดิ”
“ไปทำไม”
“ชั้นจะไปงานคณะอ่ะ ไปด้วยกันเลยมั๊ยล่ะ”
“ห่ะ อะไรของแกเนี่ย ไม่เอา ทำไมไม่ไปกับเพื่อนอ่ะ”

สรุปว่าเธอทะเลาะกับเพื่อนๆในกลุ่มค่ะ เลยจะขับรถไปเอง
แล้วจะให้เราไปช่วยดูจีพีเอสให้ ขอบคุณนะ นอนสบายๆอยู่ดีๆ หาเรื่องอะไรมาให้เนี่ย

“น่าแก ไปเดินเล่นแถวๆนั้นรอก็ได้ เปิดถึงเกือบเที่ยงคืนอ่ะ ชั้นไม่กลับดึกหรอก”
“ไม่ ไม่มีชุด” เหตุผลงี่เง่าที่เพื่อนเราไม่รับรู้

สุดท้าย เราก็ไม่รู้เหมือนกันว่าทำไมเรายอมเปลี่ยนชุด
คว้าเดรสดำธรรมดา พอให้ไม่ถูกเตะออกจากโรงแรมในฐานะคนใช้มาเปลี่ยน
ก่อนจะถูกจับยัดใส่เบาะหน้า แล้วเพื่อนเราก็ขับรถออกไป
โฮ ทำไมชีวิตเราถึงได้ไม่เจอ พระเอกหล่อๆ บังคับนางเอกขึ้นรถแล้วขับออกไปมั่งนะ

“ชั้นให้แกมาช่วยดูทาง ไม่ใช่มานั่งแต่งหน้า”
“แล้วแกเห็นสภาพชั้นมั๊ย” หน้าโทรมเพราะกำลังทำโปรเจก ผมชี้เพราะเพิ่งออกจากที่นอน
ผมเนี่ยคงทำอะไรไม่ทันแล้ว แต่หน้าเนี่ย ปกติก็ไม่ได้แต่งมากมาย แต่วันเนี้ย ขอเถอะ เผื่อเจอเค้า555

เราเถียงกันไปตลอดทาง เอาจริงๆเพื่อนเราพอจะไปโรงแรมถูกอยู่หรอก
แต่เธอกลัวการขับรถกลางคืน เราเลยได้มานั่งเป็นเพื่อนแล้วรอเธอกลับ ใช้งานชั้นยังกะแฟน

พอไปถึง เราก็แยกกับเพื่อนที่จอดรถ เราเดินเล่นแถวนั้นพักนึง
คือเราไม่ชอบเที่ยวกลางคืนค่ะ แต่ถ้าเพื่อนรู้ว่าเรานั่งรอที่ล็อบบี้ตลอดเวลาที่เธอเข้างานคงไม่ยอม
เราเลยรอให้เพื่อนเข้างานไปแน่ๆ ก่อนย้อนมานั่งรอที่โรงแรม

เราเอางานมานั่งทำ แต่ผ่านไปไม่กี่ชั่วโมง เราก็ได้หยุดทำงานถาวร
เราเห็นเค้าเดินลงจากบันไดเลื่อน กำลังคุยโทรศัพท์อยู่
เดาว่าในงานคงเสียงดัง เลยมาหาที่เงียบๆคุย
เรานี่แทบช็อก คือตอนตกลงมากับเพื่อนเนี่ย แอบหวังเล็กๆว่าเห็นเค้าไกลๆก็ยังดี
อยากเห็นเค้าใส่สูท ไม่นึกว่าจะมาให้เห็นต่อหน้า

เค้าไม่ทันได้สังเกตเรา เราเลยทำเป็นมองไม่เห็น ก้มหน้าอ่านสิ่งที่อยู่ในมือ
แต่ความจริงแล้วไม่รู้ด้วยซ้ำว่าถืออะไรอยู่ คิดๆดู ดีนะไม่ถือกระดาษกลับหัว ไม่งั้นคงหน้าแตกกว่านี้แน่

ไม่อยากเชื่อค่ะ อยู่ๆก็มีคนมานั่งข้างๆเรา พอหันไปดู เป็นเค้าจริงๆด้วย
หัวใจเต้นเร็วมาก เค้าหล่อยังกับเจ้าชาย นึกว่าอยู่ในหนังเกาหลี เดี๋ยวนะ ไม่เอาๆ เดี๋ยวนางเอกเป็นลิวคีเมียตาย

“นึกยังไงย้ายที่ทำงานมาไกลขนาดนี้เนี่ย”
เราเล่าให้เค้าฟังสั้นๆ เค้าก็ดูขำๆ ไม่ได้ว่าอะไร
“ไม่กลับเข้าไปในงานหรอ”
“ไม่อ่ะ คนเยอะ ไม่มีที่นั่ง เมื่อย”
“อื้อ” เราสมองไม่ทำงาน ไม่รู้จะชวนคุยอะไรต่อ
“ชุดสวยดีนะ” อยู่ๆเค้าก็พูดขึ้นมา
อะไรของเค้า มาเรื่องนี้ได้ไง ชุดสวย แล้วหน้าล่ะดูไม่ได้รึไง ทำไม่ไม่ชมเรา หรือนั่นเรียกว่าชมแล้ว
“ขอบคุณ” เราก็บ้าจี้ตอบ

เค้านั่งเงียบๆ ดูอะไรในมือถือไป เราก็อ่านอะไรไป พักนึง เค้าก็กลับเข้าไปในงาน แต่เรานี่สิ ทำอะไรไม่ถูกแล้ว

ผ่านไปนานเท่าไหร่ไม่รู้ เพื่อนเราก็ชวนกลับ เราก็พยายามทำตัวปกติ
แต่ความจริงกำลังทวนบทสนทนาเรากับเค้าซ้ำๆ แล้วมันก็เป็นแบบนี้ทุกครั้งที่เราได้คุยกับเค้าเลยค่ะ
เป็นจุดเริ่มต้นของหนึ่งในหลายๆเหตุการณ์ที่ทำให้เราไม่สามารถเลิกชอบเค้าได้ง่ายๆ
หลังเหตุการณ์นี้ผ่านไปหลายเดือน จนสนิทกันระดับนึงแล้ว
เค้าค่อยสารภาพว่าตอนที่นั่งข้างๆ เค้าเห็นผมเราชี้ เลยพยายามจิ้มผมเราเล่น
ดูว่าจะจิ้มได้กี่ทีก่อนที่เราจะรู้สึกตัว แต่สุดท้ายแล้ว เราก็ไม่รู้เรื่องแหละ555

แล้วก็กลับสู่วงจรเดิม คุยกันมั่ง ห่างกันมั่ง แต่มันมีอะไรที่ไม่เหมือนเดิม
เราเริ่มกล้าที่จะคุยเล่นกับเค้า เคยคิดว่าเค้าน่าจะเข้าถึงยากนะ แต่ความจริงก็ไม่ได้ขนาดนั้น
เราชอบชวนเค้าคุยค่ะ ไม่เคยพยายามทำให้ใครสนุกเวลาคุยกับเราเท่านี้มาก่อน แต่เราเก็บอาการเก่งนะ 555
มีเพื่อนอีกคนที่อยู่ด้วยกันตลอด ที่มารู้เรื่องเรากับเค้าตอนผ่านไปเกือบปีแล้วล่ะ
มันบอกว่าแกเนียนมาก ถ้าไม่สังเกตแบบจริงจังดูไม่ออกเลย

จำได้ว่า มีอยู่วันนึง เราได้นั่งข้างเค้า เป็นชั่วโมงที่ทั้งห้องมีคนฟังอาจารย์อยู่คนเดียว
แบบว่าเป็นคนที่นั่งหน้าโต๊ะอาจารย์ เราเลยชวนเค้าคุยค่ะ แบบเริ่มถามถึงตัวเค้าจริงจัง

“ทำไมเลือกเรียนคณะนี้อ่ะ” เราถามเค้า
“เอาตั้งแต่ต้นเลยหรอ คือเราสอบติดคณะฟ.กับคณะด.”
“อ้าว แล้วทำไมมาเรียนอันนี้ได้”
“ประกาศผลทีหลัง ตอนนั้นบ้านเราอ่ะ แบ่งเป็นสามก๊กเลย คือ…”
เค้าเล่าไปเรื่อยๆ แล้วก็ชวนเราคุย
“จะถึงงานมหาลัยแล้ว ลงกีฬาอะไรป้ะ” เค้าถาม
“ไม่ อย่าเห็นเราเล่นกีฬาเลยดีกว่า”
“ทำไมอ่ะ ไม่แย่ขนาดนั้นหรอก คณะเราไม่มีคนเล่นเทนนิส เลยลองลงดู”
“ตอนเราเสิร์ฟเทนนิสครั้งแรกนะ ลูกไปลงหัวครูที่ยืนอยู่ข้างสนามฝั่งเราเลย”

ยิ่งคุยด้วยยิ่งรู้สึกว่าเค้าเป็นคนที่น่ารักค่ะ ฟังมากกว่าพูด สนใจคนพูดตลอดเวลา
ขำง่ายแต่นานๆจะหลุดหัวเราะออกมาเลย แต่เสียอย่างเดียว
เพื่อนๆเคยเจอคนที่คุยง่าย แต่รู้จักยากมั๊ยคะ เค้าเป็นคนประเภทนั้นแหละ
คือถ้าเริ่มจะเข้าใกล้เค้ามากไป เค้าก็จะถอยออกมา พูดง่ายๆว่าสนิทยาก
อาจจะเป็นเพราะมีผู้หญิงเข้าไปคุยกับเค้ามากมาย เลยต้องวางระยะห่างให้ชัดเจนมั้งคะ

เค้าเป็นคนที่ป๊อบระดับหนึ่ง คงเป็นเพราะเฟรนด์ลี่
เราเป็นคนที่รู้สึกได้เวลามีผู้หญิงมาคุยกับเค้า เราจะรับรู้ว่าคนนี้สนใจเค้านะ คนนี้เป็นเพื่อนกัน
ในผู้หญิงที่เข้าหาเค้านะ มีหลากหลายมาก ทั้งอยู่ๆก็เดินเข้ามาทักทั้งที่ไม่รู้จักกัน,
โพสบนวอลเฟสบุ๊ค 3 เวลาหลังอาหาร,
โทรศัพท์มาคุย (อันนี้มีคนเล่าให้ฟังอีกที),
ให้เค้าช่วยติวให้ ทั้งในม. นัดไปข้างนอก หรือไปที่หอ (2 อันหลังเค้าไม่เคยรับปากนะ)
พอเค้าเริ่มแน่ใจว่าใครชอบเค้าจริงๆ เค้าก็จะวางตัวห่างออกมาค่ะ
เราก็จิตตก เหนื่อย ไม่กล้าทำอะไรมากไปกว่านี้แล้ว
สุดท้าย เราก็เลือกที่จะเข้าหาเค้าแบบอยากเป็นเพื่อนที่ดีกับเค้า เท่านี้เราก็โอเคแล้ว

ม.เรากว้างค่ะ ถ้าจะไปไหนมาไหนส่วนใหญ่ใช้มอร์เตอไซด์กับจักรยาน ซึ่งเราก็เป็นประเภทหลัง
วันนั้นเราเจอเค้าตอนลงจากตึก ก็คุยกันสั้นๆแล้วก็แยกกัน
เราเดินไปเอาจักรยานเรา แล้วก็ปั่นออกไป ไม่ทันไร ก็ได้ยินเสียงคนวิ่งตาม
เราเป็นคนที่ปั่นจักรยานช้ามาก คนวิ่งเร็วๆแซงได้สบายๆ
แต่คราวนี้เราตกใจค่ะ เพราะ คนที่วิ่งตามเป็นสาวสวยประเภทพิเศษคนนึง วิ่งไปตะโกนเรียกเราไปด้วย

“เธอๆ!” เราชะลอจักรยาน งงๆ
“คนเมื่อกี๊ชื่ออะไรอ่ะ อยู่คณะไหนหรอ”

อะไรนะ พอหายงงแล้วเราก็ตอบเธอไปค่ะ
แป๊บเดียว ได้ยินเสียงเธอไปกรี๊ดกับเพื่อนๆอยู่ข้างหลัง
เราก็แอบขำอยู่คนเดียว เค้าเรตติ้งดีกับคนทุกเพศทุกวัยจริงๆ

เชื่อว่าเพื่อนๆหลายคน คงเคยดูหนังเรื่อง สิ่งเล็กๆที่เรียกว่ารัก กันมาแล้ว
จำฉากที่ไปเที่ยวกัน แล้วฟ้าซ้อนจักรยานพี่ท็อปกลับ โดยมีพี่โชนขี่จักรยานอีกคันตามได้มั๊ยคะ
ไม่น่าเชื่อ ว่าจะมีในชีวิตจริง
วันนั้นหลังเลิกเรียน เรานัดทำงานกับเพื่อนๆ
ตอนนั้นจักรยานเราส่งซ่อม ก็มีเพื่อนที่เรียนด้วยกัน บอกไว้ว่าจะไปส่งเรา
อยู่ๆมันก็มีเรื่องฉุกเฉินต้องรีบไป แต่ยังยืนยันจะไปส่งเราก่อน

“เราไปส่งแกก็ได้ ซ้อนมอร์เตอไซด์นะ ไม่ใช่ขี่ควาย ได้ช้าอย่างที่แกกลัวเนี่ย” เพื่อนเราบ่นไป ก้าวเท้าเร็วๆไป
“ไม่ ขับเร็วๆมันดีที่ไหนล่ะ แกรีบไปเหอะ” เราแทบจะวิ่งตาม
“เราไปส่งก็ได้นะ” มีคนพูดขึ้น เราทั้งคู่หันไปมอง ไม่ใช่เค้าค่ะ แต่เป็นเพื่อนผู้ชายในคลาสคนนึง
“อื้อ นั่นไง เราไปกับช.ละกัน แกไปได้แล้ว” เรารีบไล่เพื่อน มันมองๆก่อนขอโทษแล้วรีบวิ่งไป
“แต็งกิ้ว แต่จริงๆก็ไม่เป็นไรนะ เราเดินไปเองได้” เราหันไปบอกช.
“เฮ้ย ไม่เป็นไร รับปากเพื่อนเธอแล้ว เดี๋ยวไปส่ง”

เราเดินคุยกับช.มาถึงที่จอดจักรยาน ก่อนเจอเค้าที่จอดจักรยานใกล้ๆกัน
“อ้าว ไปไหนกันน่ะ” เค้าพูดเหมือนจะแซว มองหน้าเราทั้งคู่
“ไปส่งเธอหน้าม. ไปด้วยกันมั๊ย” ช.ตอบ ชวนทำไมเนี่ย เรางงมาจนถึงตอนนี้
“ไม่มีอะไรทำ งั้นไปด้วยก็ได้” เค้าตอบ คราวนี้เรางงหนักเลยค่ะ มันอะไรกัน

สรุป เราก็ซ้อนท้ายช.ไป เค้าก็ขี่จักรยานตามมา
ส่วนเราก็…เจ็บก้นค่ะ ทำไมที่ซ้อนท้ายถึงมีแต่โครงเหล็กไม่มีเบาะล่ะ
แต่ก็แอบมองเค้าตลอด พอถึงที่หมาย เรากระโดดลงแล้วก็ขอบคุณช.
หันไปมองคนข้างหลัง เค้าก็ทำหน้าเฉยๆ เราเลยเดินไปเลย
ทำเป็นไม่สนใจเรา อะไรของเค้านะ
วันนั้นเราก็ทำงานอย่างมึนๆว่าตอนเย็นมันเกิดอะไรขึ้นกันแน่
พอกลับมาเล่าให้เพื่อนฟัง เธอก็กรี๊ดแล้วก็บอกว่า “เหมือนสิ่งเล็กๆเลยแก” ส่วนเราก็ยังคงงงต่อไป

เราว่าช่วงชีวิตเราตอนนั้น หมดเวลาไปกับเค้าเยอะมากค่ะ
ถึงจังหวะที่เรากับเค้าได้เข้าใกล้กันจริงๆจะน้อย แต่เราก็เพ้อเยอะ555
ส่องเฟสเค้า คิดวางแผนอะไรก็ไม่รู้มากมายเพื่อให้ได้รู้จักเค้ามากขึ้น
วิตกกังวลเรื่องผู้หญิงที่สนิทกับเค้า ทั้งที่เค้าก็ดูไม่ได้เล่นด้วยกับใครเลย

บางครั้ง เรื่องเล็กๆที่เค้าทำไปโดยไม่คิด ก็ทำให้เราเพ้อเลยทีเดียว
เวลาเรียนเราก็เหมือนคนทั่วไป เรียนๆ หลับๆ เล่นเกม คุยกับเค้า555
เราชอบเล่นเกมในไอโฟน วันดีคืนดี เค้าก็จะมาแย่งเราเล่น แบบช่วยกันคิดอ่ะ
เราก็มีความสุข ถึงไม่ได้คุยกัน แต่ได้ทำอะไรด้วยกันก็ฟินแล้ว

วันนั้นมือถือเราแบตจะหมด เราเลยยึดไอโฟนเพื่อนข้างๆมาเล่น
ซักพัก เค้าก็เถิบมาแย่งเราจิ้ม เราทำสงครามประสาทกันเงียบๆ
สุดท้ายก็แบ่งกันเล่นดีๆ เป็นเกมแบบมีหลายด่าน ต้องชนะไปเรื่อยๆ ถึงจะไปต่อได้

เล่นกันสองคนชนะเกมแหละ มันมีบอกว่าได้คะแนนเท่าไหร่ แล้วก็ให้กรอกชื่อ
เค้าก็ไม่พูดอะไร พิมพ์ชื่อเราลงไปต่อด้วยชื่อเค้าค่ะ
เท่านั้น เราเพ้อจนแทบจะซื้อไอโฟนเพื่อนต่อเลย555

มีวันนึง อาจารย์นัดมาเรียนเพิ่มช่วงเช้า เราก็มานั่งรอกัน
แต่พักนึง คลาสก็ถูกเลื่อน (อีกแล้ว) เราออกมากับเพื่อนกลุ่มนึง
กำลังเถียงกันว่าจะเอาไง ยังไงตอนบ่ายก็มีเรียน
เลยมีคนเสนอว่า หาอะไรทำแถวนี้แหละ ในม.ยังไปไม่ครบทุกที่เลย
เราเห็นเค้าเดินออกมาคนเดียว สงสัยจะถูกส่งมาเป็นตัวแทนเรียน เราเลยเรียกเค้า

“ไปไหนต่ออ่ะ กลับหอเลยหรอ”
“คิดอยู่เนี่ย จะกลับหอก็ไกลไป แต่ตอนนี้ก็ไม่มีอะไรทำ พวกเธอไปไหนกัน”
“ว่าจะวิ่งเล่นแถวนี้ สนใจมั๊ย”
“เอาสิ ไปด้วยๆ” เค้าหัวเราะ

เราปั่นจักรยานเล่นรอบม.กัน วันนั้นแดดเปรี้ยงนะ เราก็หาที่ร่มพักเป็นระยะ
จอดตรงนั้น วิ่งไปถ่ายรูปตรงนี้ ทำเหมือนกับไม่ได้เรียนที่นี่อีก 3 ปี
ปั่นไปเจอมุมออกกำลังกาย เราก็วิ่งลงไปเล่นเครื่องเล่น
ไปเจอสนามบาส ก็วิ่งหาลูก แต่ไม่มี
ไปเจอศาลา ก็จอดพักนั่งคุยกันไปเรื่อยๆ
จนเที่ยง ไปหาอะไรกินกัน เค้าก็ไปด้วย
เรานี่เพ้อไปแล้ว แอบคิดเอาเองว่า เค้าก็เข้ากับเพื่อนๆเราได้ดีนะ 555

เราจำครั้งแรกที่โทรศัพท์หาเค้าได้ดีเลยค่ะ
เป็นวันที่เราเผลอหลับตอนจะหมดชั่วโมง แล้วอาจารย์สั่งงานพอดี
กลับหอมาเพื่อนที่เรียนด้วยกันก็บอกว่าจดมาไม่ครบ
เราเลยลังเลอยู่นานมาก ว่าจะใช้โอกาสนี้ ลองโทรหาเค้าดีมั๊ย
เถียงกับเพื่อนไปมานานมาก สุดท้าย เพื่อนก็เกลี้ยกล่อมให้เราโทรจนได้

เรานี่ถึงกับจดลงกระดาษเลยค่ะ ว่าโทรไปจะพูดว่าอะไรมั่ง
ต้องทักเค้าก่อนนะ เช็คว่าเค้าว่างคุยได้เปล่า
ถามธุระ มีหัวข้ออะไรมั่ง ชวนคุยเล่นอะไร
โห เยอะค่ะ รูมเมทเราแทบจะเอือมระอาเลยทีเดียว

กดเบอร์เค้าแล้วก็นั่งจ้องไม่โทรออกซักที
จนในที่สุด เราก็หายใจเข้าลึกๆ แล้วก็กดโทรเลย
ดังอยู่นานมาก…ปรากฎว่าเค้าไม่รับ
แต่ไม่นานเค้าก็โทรกลับแหละ หัวใจวายเลยคราวนี้
ก็มันผิดโพยอ่ะสิ จะให้พูดว่ายังไงล่ะ
เอาเป็นว่าเราก็คุยกับเค้ารู้เรื่องจนได้ ใช้เวลาไม่ถึงนาที
เตรียมแผนยังกับจะไปออกศึกในสงครามโลกเลย555

วันนั้นเป็นอีกวันที่นั่งเรียนใกล้ๆกันค่ะ แล้วก็เหมือนเบื้องบนจะเป็นใจ
เค้าลืมเอาหนังสือมา บวกกับวันนั้นอาจารย์ก็อารมณ์เสีย
หงุดหงิดคนที่ไม่ได้เอาหนังสือมาเรียน เค้าเลยมานั่งดูกับเรา
คือว่าที่นั่งเนี่ยเป็นโต๊ะเดี่ยว เค้าไม่พูดไม่จาอะไรแล้วก็ลากเก้าอี้มานั่งกับเราเลย
เราก็เลื่อนหนังสือให้เค้าค่ะ ไม่มีการพูดสื่อสารอะไรทั้งนั้น
นั่งฟังอาจารย์ไป เค้าก็ตั้งใจจดลงหนังสือให้เรา
ส่วนเราก็นั่งสมาธิกำหนดลมหายใจค่ะ 555 กลัวจะหัวใจวายตายซะก่อน

ครั้งหนึ่ง อาจารย์เรากลายเป็นกามเทพโดยไม่รู้ตัว
ให้เราทำโปรเจกหนึ่ง กลุ่มเดียวกับเค้า เป็นหนังสั้น
ทำให้เราได้เจอกับเค้าเรื่อยๆ แต่ก็ไม่ได้คุยกันมากมาย
คนในกลุ่มเยอะค่ะ ทำกันคนละส่วนด้วย เราก็ไปดูเค้าซ้อมทุกครั้งนะ
ไปดูตอนถ่ายด้วย เค้าแสดงได้น่ารักมาก
เค้าเล่นเป็นประมาณ bad boy ดูขัดแย้งกับบุคลิกยังไงก็ไม่รู้

วันนึงเราเข้าไปคุยกับเค้าหลังซ้อมเสร็จ
“ขอสัมภาษณ์หน่อยค่ะ รู้สึกอย่างไรที่ได้มารับบทนี้”
“เป็นเกียรติมากครับ ขอบคุณผู้ใหญ่ทุกท่านที่ให้โอกาสผม”
“เอาจริง เป็นไงมั่งเนี่ย”
“ยากอ่ะ ไม่เคยทำอะไรแบบนี้เลย”
“อ้าว ก็ไม่น่ายากนะ นึกว่าเอามาจากชีวิตจริง”
“เฮ้ย รู้ได้ไง เอ๊ย เราไม่ใช่คนแบบนั้น”

เค้าเป็นคนที่ทุ่มเท ทำอะไรทำจริงจัง
มันจี๊ดๆเวลาที่เค้าเข้าบทกับผู้หญิงคนนึง สายตาเค้าหื่น เอ๊ย หวานมาก
แทบอยากจะไปเล่นกับเค้าแทนผู้หญิงคนนั้นเลย
แต่เราก็ได้แต่แอบมอง แอบเพ้อไปคนเดียว

หลังปิดกอง เพื่อนๆในกลุ่มนัดกันไปเลี้ยงค่ะ
เราก็หาโอกาสคุยกับเค้า แต่ยากจัง เข้าไม่ถึงตัวเค้าเลย
เค้ามองๆมาทางเรา(แอบคิดไปเองรึเปล่า555) สบตากันแต่เค้าก็ไม่ได้สนใจอะไร
หลังกินเสร็จ ก็มีคนชวนไปดูหนัง เถียงกันนานมากว่าจะดูเรื่องอะไร
กว่าจะได้ข้อสรุป ก็เข้าโรงช้าแล้ว มีคนเดินนำ 2-3 คน ต่อด้วยเค้า
ตามด้วยเพื่อนเราคนนึงที่ค่อนข้างสนิทกัน เป็นหนึ่งในไม่กี่คนที่เรากล้าเล่าเรื่องของเค้า
พอเดินเรียง1เข้าไปในโรง เพื่อนเราก็แซงเค้า ไปคุยกับเพื่อนข้างหน้าทิ้งเราไว้ข้างหลังเฉยเลยค่ะ
เราเลยได้นั่งข้างเค้า ตอนนั้นใจเต้นแรงมาก รู้ตัวเลยว่าชีวิตนี้คงไม่มีโอกาสอย่างนี้อีกแล้ว
พอหนังเริ่มฉาย เราก็ลุ้นไปกับหนังจนลืมเค้าไปเลย 555 แต่ก็เป็นอีกวันที่กลับไปนั่งฟินเช่นเคย

มีครั้งหนึ่ง เราสืบรู้มาว่าเค้าจะไปโครงการอาสาบางอย่าง
เราก็เลยลากเพื่อนตามไปสมัครค่ะ เป็นแบบไปเช้า – เย็นกลับ
พี่ที่จัดโครงการเหมือนจะรู้เลย (ไม่รู้หรอก ไม่เคยเจอหน้ากันด้วยซ้ำ555)
ให้เราไปช่วยเค้าทำงานฝ่ายเดียวกัน สนุกมากวันนั้น ทั้งเดิน ทั้งวิ่ง ทั้งชวนเค้าคุย
เป็นอีกวันที่เราได้คุยกับเค้าเยอะมากๆ

“ได้เขียนใบลาป้ะ” เค้าหันมาถามเรา วันนั้นตรงกับวันเรียนวิชานึง ที่เราเรียนกับเค้า
แล้วก็โดดกันทั้งคู่ วิชานั้นอ.เป็นสาวสวยประเภทพิเศษ แล้วก็โหดมากค่ะ

“ไม่อ่ะ ขี้เกียจ แกเขียนหรอ”
“ยัง แต่ถ้าขาดเค้าบอกให้ส่ง”
“นั่นไง กลับไปค่อยตามส่งก็ได้”
“นั่นมันจดหมายลาป่วยป้ะ ไม่ใช่ลากิจ”
“เรียนภาษาไทยมาเป็นสิบปี เพิ่งรู้ว่ามีประโยชน์ก็วันนี้แหละ”

สรุปเรากับเค้าก็เขียนใบลา ส่งคาบถัดไป อ.มองแบบเคืองๆนิดนึง
แล้วเค้าก็ยิ้มให้อ. เท่านั้นอ.ก็ไม่ว่าอะไรแล้วก็ไล่ให้กลับไป อะไรกัน แค่ยิ้มน่ะนะ

******************อ่านต่อพรุ่งนี้******************

ที่มา : สมาชิกหมายเลข 1110742